ครึ่งทางสู่ AEC ปี 2015

อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ด้านเศรษฐกิจของอาเซียน (SEOM) ครั้งที่ 2/43 ระหว่างวันที่ 14-18 พฤษภาคม 2555 ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งในช่วงแรกเป็นการประชุมระหว่างสมาชิกอาเซียน และช่วงหลังเป็นการประชุมกับประเทศภาคีของอาเซียนรวม 8 ประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย และแคนาดา

นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมในช่วงแรกว่าอาเซียนได้พิจารณาเรื่องสำคัญ คือรายงานการประเมินผลการดำเนินการระยะครึ่งทางสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint Mid-Term Review) จัดทำโดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออก (ERIA) รายงานฉบับนี้ใกล้จะเสร็จสมบูรณ์ และมีรายงานผลการศึกษาและสำรวจความเห็นของภาคเอกชนต่อมาตรการต่างๆ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางสำหรับการปรับปรุง การดำเนินการไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในช่วงเวลาที่ เหลืออีกราว 3 ปี ก่อนที่ AEC จะบรรลุผลเป็นรูปธรรมจากการศึกษาดังกล่าว พบว่าการดำเนินการไปสู่ AEC คืบหน้ามากในด้านการลดภาษีศุลกากร โดยประเทศ สมาชิกอาเซียนเดิมมีอัตราภาษีเฉลี่ยร้อยละ 0.5 ส่วน CLMV มีอัตราภาษีเฉลี่ยร้อยละ 2.6 ในขณะที่การดำเนินการ
บางเรื่อง เช่น การเปิดเสรีและอำนวยความสะดวก ต่อการค้าบริการ และการลงทุน ซึ่งแม้จะคืบหน้า แต่ระดับของ ความคืบหน้ายังมีความแตกต่างกันบ้างระหว่างประเทศสมาชิก สำหรับในส่วนผลลัพธ์ของมาตรการต่างๆของประเทศสมาชิก การศึกษาของ ERIA พบว่า ไทยได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีด้านการค้าบริการมากเป็นอันดับ 2 ในอาเซียนรองจากเวียดนาม และกัมพูชาเป็นอันดับ 3

ทั้งนี้ ในภาพรวมพบว่าในกลุ่มประเทศสมาชิกเดิมของอาเซียน ไทยได้ประโยชน์ในด้านการขยายตัวของ GDP มากเป็นอันดับ 3 รองจากอินโดนีเซีย และสิงคโปร์ นอกจากนี้ ยังพบว่า อาเซียนจะได้ประโยชน์มากขึ้น หากมีการเปิด เสรีกับประเทศคู่เจรจาทั้งในกรอบ อาเซียน+3 (13 ประเทศ) และ อาเซียน +6 (16 ประเทศ) แต่การเปิดเสรีในกรอบ อาเซียน+6 จะได้ประโยชน์มากกว่า และไม่ว่าอาเซียนจะเปิดเสรีกับประเทศนอกภูมิภาคในรูปแบบใด ไทยก็จะได้รับประโยชน์มากเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากเวียดนามและกัมพูชา ส่วนมาตรการที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญ ได้แก่ มาตรการด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น กฎ ว่าด้วยแหล่งกำเนิดของสินค้า กระบวนการด้านศุลกากร การปรับประสานมาตรฐานสินค้า การส่งเสริมและอำนวย ความสะดวกต่อการลงทุน การขนส่งและการสร้างความเชื่อมโยง (connectivity) ภายในภูมิภาค ซึ่งอาเซียนควรจะ ปรับเปลี่ยนกฎหมาย และกฎระเบียบ (Regulatory Reform) อย่างเหมาะสมด้วย เพื่อจะได้รับประโยชน์จาก AEC อย่างเต็มที่ โดยคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (High Level Task Force on ASEAN Economic Integration: HLTF-EI) ก็มีกำหนดจะเข้าร่วมการสัมมนาและหารือเรื่อง Regulatory Reform

ในเดือนกรกฎาคม ศกนี้ และในระหว่างนี้ไทยโดยกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้เสนอเอกสารแนวคิด เกี่ยวกับ แนวทางสำหรับ Regulatory Reform ในอาเซียนให้ประเทศสมาชิกพิจารณาด้วยแล้ว

นางศรีรัตน์ ให้ความเห็นว่าข้อเสนอแนะจากการศึกษา สอดคล้องกับบทบาทและสิ่งที่กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะ National AEC Coordinating Agency ของไทย ได้ดำเนินการและผลักดันมาตลอดรวมทั้งเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เพื่อส่งเสริมการใช้ประโยชน์และสร้างเสริมความรู้ ความเข้าใจของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งประชาชนทั่วไป นักธุรกิจและ SME

ที่มา: กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

  1. ยังไม่มีความเห็น
  1. No trackbacks yet.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: